เพราะการนำเข้าแบตเตอรี่แบบสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่รู้พิธีการทางกฎหมายอาจเสี่ยงถูกจับได้! ฉะนั้นทุกคนจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการขออนุญาต นําเข้าแบตเตอรี่ต้องผ่านหน่วยงานใดบ้าง? เหตุใดการนำเข้าแบตเตอรี่ถึงถูกจับ แม้ว่าจะนำมาใส่ผลิตภัณฑ์ใด ๆ เช่น สว่านไฟฟ้า แบตเตอรี่ รถยนต์ แบตเตอรี่ รีโมท รถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ รถยนต์ไฟฟ้าก็ตาม วันนี้ ‘PACRED’ จะพามาไขคำตอบให้กระจ่างทุกข้อสงสัยว่านำเข้าอย่างไรให้ถูกต้อง?
พาทำความเข้าใจความหมายของ ‘แบตเตอรี่’
ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต แบตเตอรี่ คือ อุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่บรรจุพลังงานไฟฟ้าในรูปของ ‘เคมี’ และจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงออกไปใช้งาน
แบไต๋! เหตุใดจึงไม่สามารถนำเข้าแบตเตอรี่ได้อย่างอิสระ
ไม่ว่าคุณจะนำเข้าสินค้าจากจีนหรือประเทศไหนก็ตามทั่วโลกที่เป็นแบตเตอรี่ลิเทียมชนิดต่าง ๆ อย่างแบตเตอรี่รถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ที่ชาร์จเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งใหม่และของใช้แล้วเข้ามาในราชอาณาจักรไทยจำเป็นต้องได้รับการรับรองการนำเข้าเพราะเป็น ‘สินค้าต้องจำกัด’
เหตุผลที่ถูกจัดเป็นสินค้าประเภทนี้ก็เพราะแบตเตอรี่ คือ ‘ของเสียอันตราย’ ด้วยอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายที่ไทยได้ให้สัตยาบันเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี จึงต้องมีการขออนุญาต นําเข้าแบตเตอรี่และการส่งออกด้วย ฉะนั้นหากถามว่านำเข้ามาโดยไม่ผ่านหน่วยงานใดเลยได้ไหม? คำตอบ คือ ไม่ได้โดยเด็ดขาด
การขออนุญาต นําเข้าแบตเตอรี่ มีหน่วยงานใดบ้างที่เกี่ยวข้อง?
สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าแบตถูกกฎหมาย อัปเดตใหม่ประจำปี 2023 มีด้วยกัน 3 หน่วยงาน ดังนี้
1.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)
การนําเข้าแบตเตอรี่ มอก. หรือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้นสำคัญมาก ต้องจดก่อนการนำเข้า
2.กรมสรรพสามิต
สำหรับการนําเข้าแบตเตอรี่ สรรพสามิตก็เป็นอีกหนึ่งกรมที่เกี่ยวข้อง โดย ‘แบตเตอรี่’ เป็นสินค้าที่ต้องจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ซึ่งมีอัตราภาษี นําเข้าแบตเตอรี่ปัจจุบันอยู่ที่ 10% และสูงสุดไม่เกิน 30% สามารถคำนวณได้ ดังนี้
ภาษีสรรพสามิต = (C.I.F + อากรขาเข้า + ภาษีค่าธรรมเนียมอื่นไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) x อัตราภาษี 1 – (1.1 x อัตราภาษี)
ยกตัวอย่าง A นำเข้าแบตเตอรี่ 20,000 ลูก ราคา C.I.F 500,000 บาท (ราคาแบตเตอรี่+ค่าส่ง+ค่าประกัน) อากรขาเข้า 10,000 บาท อากรพิเศษ 20,000 บาท และภาษีสรรพสามิต 10% = (53,000) ÷ 1- (1.1 x 10/100) = 59,550.56 บาท พร้อมกับเก็บภาษีเพื่อกระทรวงมหาดไทยเพิ่ม 10% = 5,955.05 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 65,505.61 บาท
3.กรมศุลกากร
แน่นอนว่าการขออนุญาต นําเข้าแบตเตอรี่เข้ามาในราชอาณาจักรไม่ว่าจะทางบก ทางน้ำหรือทางอากาศก็ย่อมเกี่ยวข้องกับพิธีการศุลกากร ผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดไว้ให้ครบถ้วน จัดทำใบขนสินค้า แบบแสดงรายการภาษี ชำระค่าอากร จึงจะรับของได้
ความผิดตามกฎหมายกรณีไม่ขออนุญาต นําเข้าแบตเตอรี่ก่อน!
ความผิดตามกฎหมายหากนำเข้าแบตเตอรี่จากจีนหรือประเทศใด ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เผย 4 ขั้นตอนการขออนุญาต นําเข้าแบตเตอรี่แบบฉบับมืออาชีพ ล่าสุด!
วิธีการขออนุญาต นําเข้าแบตเตอรี่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปิดประตูความเสี่ยงโดนจับมี 4 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
- จดแจ้ง มอก.
ขั้นตอนแรกยื่นเอกสารจดแจ้งมอก. กับ สมอ. เพื่อทดสอบผลิตภัณฑ์และตรวจสอบโรงงาน หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและอนุมัติก็เข้าสู่ขั้นตอนที่
- ส่งตัวอย่างให้ห้องปฏิบัติการทดสอบสินค้า
ต่อมาผู้นำเข้าต้องนำผลิตภัณฑ์ตัวอย่างออกจากศุลกากรและติดต่อ สอม. เพื่อขอใบนำส่งตัวอย่าง โดยการทดสอบต้องชำระเงินไว้ด้วย ขอบอกเลยว่าโรงงานมาตกม้าตายกันที่คุณภาพของตัวสินค้ากันระนาว
- การตรวจสอบระบบควบคุมคุณภาพโรงงาน
สำหรับขั้นตอนต่อมาแบ่งเป็น 2 กรณี คือ โรงงานขึ้นทะเบียนแล้วขอ LOC: Letter of Conformity ได้เลย กับโรงงานยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนที่ทาง สมอ. หรือหน่วยตรวจ (Inspection Body) จะเดินทางไปตรวจประเมินโรงงานเอง จากนั้นให้ชำระค่าตรวจประเมิน
- รับใบอนุญาต
เมื่อมีผลทดสอบผลิตภัณฑ์ + ผลตรวจโรงงานหรือ LOC แล้วยื่นแก่ สมอ. หากผ่านจะได้รับใบอนุญาตภายใน 15 วัน หลังจากนั้นจะได้เลขที่ใบอนุญาตมา โดยเลขส่วนนี้เองที่ต้องนำไปเขียนใน ‘ใบขนสินค้า’ เพื่อที่จะยิง Paperless
ดูคลิปเกี่ยวกับการนำเข้าแบตเตอรี่ยังไงให้ ” ไม่ถูกจับ ” คลิ๊กเลย!
หากสนใจนำเข้าแบตเตอรี่ลิเธียมเข้ามาสามารถสอบถามทาง PACRED ในการนำเข้าแบตเตอรี่ลิเธียม หรือแบตเตอรี่ทั่วไปจากจีนได้ที่ Line@pacred เบอร์โทร 02-055-6063 หรือ https://pacred.co
